Makkasanphittaya  Bangkok

Text Box:

              โรงเรียนมักกะสันพิทยา กรุงเทพมหานคร

              เทคโนโลยีสารสนเทศเบ้องต้น สำหรับ ช่วงชั้นที่  3

          บทที่  6   เทคโนโลยีสื่อสารข้อมูล

      Information Technology 31101

ประเภทของการสื่อสารข้อมูล

              1.แบ่งตามรูปแบบการส่งข้อมูล

                            1) การส่งแบบขนาน (Parallel)     เป็นการสื่อสารข้อมูลที่สามารถส่งข้อมูลจากผู้ส่งไปยังผู้รับ โดยทำการส่งข้อมูลหลายๆ ชุดไปพร้อมกันโดยวิธีการนี้จะสามารถส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แต่จะสิ้นเปลืองช่องทางในการส่งข้อมูลเป็นจำนวนมาก

                            2) การส่งแบบอนุกรม (Serial)      เป็นการสื่อสารข้อมูลที่สามารถส่งข้อมูลจากผู้ส่งไปยังผู้รับ โดยทำการส่งข้อมูลไปในช่องทางเดียวกันทีละชุดข้อมูลโดยวิธีการนี้ จะส่งข้อมูลได้ช้ากว่า แต่จะใช้ช่องทางการส่งข้อมูลน้อยกว่าวิธีการส่งแบบขนาน

              2. ตามช่องทางการสื่อสารข้อมูลดังนี้

                            1) การสื่อสารแบบช่องทางทางเดียว (Simplex)  เป็นการสื่อสารข้อมูลที่สามารถส่งข้อมูลจากผู้ส่งไปยังผู้รับ เท่านั้น ไม่สามารถสลับหน้าที่กันเพื่อเปลี่ยนทิศทางของการส่งข้อมูลในทิศกลับกัน ได้

                            2) การสื่อสารแบบกึ่งสองช่องทาง (Half Duplex)   เป็นการสื่อสารข้อมูลที่มีช่องทางเดียวแต่เสมือนมีสองช่องทาง กล่าวคือสามารถส่งข้อมูลจากผู้ส่งไปยังผู้รับและส่งข้อมูลกลับจากผู้รับ ไปยังผู้ส่งได้ โดยอาศัยช่วงเวลาในการเป็นผู้ส่งหรือเป็นผู้รับสลับกันไป

          3) การสื่อสารแบบสองช่องทาง (Full Duplex)   เป็นการสื่อสารข้อมูลที่มีสองช่องทางโดยช่องทางหนึ่งใช้ ในการส่งข้อมูลในทิศจากผู้ส่งไปยังผู้รับ

การสื่อสารข้อมูล  (Data Communication )

              1.การสื่อสารข้อมูลคืออะไร

                            การสื่อสารข้อมูล หมายถึง กระบวนการถ่ายโอนหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างผู้ส่ง และผู้รับ โดยผ่านช่องทางสื่อสาร เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือคอมพิวเตอร์ เป็นตัวกลางในการส่งข้อมูล เพื่อให้ผู้ส่ง และผู้รับเกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน

              2. องค์ประกอบขั้นพื้นฐานของการสื่อสารข้อมูล

                            1) ผู้ส่งสาร (Transmitter) คือ สิ่งที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูลในการสื่อสาร เช่น ผู้พูด คอมพิวเตอร์ เครื่องส่งรหัสมอส เป็นต้น

                            2) ผู้รับสาร (Receiver) คือ สิ่งที่ทำหน้าที่รับข้อมูลที่ถูกส่งมา เช่น ผู้ฟัง เครื่องรับวิทยุ เป็นต้น

                            3) ข้อมูล (Message) คือ สิ่งที่ผู้ส่งสารต้องการส่งให้ผู้รับสาร    รับทราบ เช่น ข้อความ ประกาศ รหัสลับ เป็นต้น

                            4) สัญญาณรบกวน (Noise) คือ สิ่งที่ทำให้เกิดการรบกวน ต่อระบบและข่าวสาร
                            5) สื่อ (
Medium) คือ ตัวกลางที่ใช้ในการส่งข้อมูลระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร เช่น อากาศ สายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ เป็นต้น
                            6) โปรโตคอล (
Protocol) คือ กระบวนการ วิธีการ ประเภท หรือข้อกำหนดต่างๆ ที่ตกลงกันระหว่างผู้ส่งและผู้รับสารเพื่อใช้ในการสื่อสารข้อมูล เช่น           การเขียนจ่าหน้าซองจดหมาย การเข้ารหัสและการถอดรหัสข้อมูล การใช้ภาษาเดียวกัน

หัวใจหลักของการสื่อสารข้อมูล คือการใช้โปรโตคอล (Protocol) ในการสื่อสาร การมอดูเลชันเป็นส่วนหนึ่งของโปรโตคอลเพื่อจะทำให้การสื่อสารสามารถ ใช้สัญญาณที่เดินทางผ่านตัวกลางชนิดใดชนิดหนึ่ง ในการนำพาข้อมูลจากภาคส่งไปยังภาครับได้ โดยผู้ส่งสารต้องทำการมอดูเลชัน (Modulation) สัญญาณกับข้อมูลที่ต้องการส่ง และทางผู้รับสารต้องดีมอดูเลชัน (Demodulation) กลับเพื่อกลั่นกรองเอาข้อมูลออกมาจากสัญญาณที่ผู้ส่งสารนั้นส่งมา

1. ความหมาย และประเภทของการมอดูเลชัน (Modulation)

การมอดูเลชัน (Modulation) คือ การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของสัญญาณที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร โดยให้ลักษณะต่างๆ ของสัญญาณเป็นตัวแทนของข้อมูล เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ส่งสารส่งลักษณะสัญญาณแบบหนึ่งแทนตัวอักษร A เมื่อผู้รับสารได้รับสัญญาณ และสังเกตได้ว่าเป็นสัญญาณแทนตัวอักษร A ผู้รับสารก็จะเข้าใจว่าผุ้ส่งสารได้ส่งอักษร A มาหาเขา เป็นต้น
              สัญญาณที่ใช้ในการมอดูเลชันจะอยู่ในรูปของคลื่น ดังนั้นการเปลี่ยนลักษณะของสัญญาณ คือการเปลี่ยนลักษณะของคลื่น โดยสามารถเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ได้ดังต่อไปนี้
                                   1. แอมพลิจูด (
Amplitude)

2. ความถี่ (Frequency)

3. เฟส (Phase)

การมอดูเลชันสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ตามลักษณะของข้อมูล คือ

                                          1. การมอดูเลชันแบบอนาล็อก (Analog Modulation)   คือการมอดูเลชันโดยที่ข้อมูลเป็นแบบต่อเนื่อง (Continuous) ไม่มีการแบ่งเป็นระดับไว้

                                          2. การมอดูเลชันแบบดิจิตอล (Digital Modulation)   คือการมอดูเลชันโดยที่ข้อมูลถูกแบ่งเอาไว้เป็นระดับต่างๆ อย่างชัดเจน โดยระดับที่แบ่งไว้จะต้องมีจำนวนที่แน่นอน (Discrete)

              1. การมอดูเลชันแบบอนาล็อก (Analog Modulation)  แบ่งย่อยออกได้เป็น 3 ประเภทคือ

                                          1. การมอดูเลชันแอมปลิจูด (Amplitude Modulation)คือการเปลี่ยนแอมปลิจูดของสัญญาณให้มีขนาดต่างๆ กันเพื่อใช้แทนข้อมูล

                                          2. การมอดูเลชันความถี่ (Frequency Modulation)          คือการใช้สัญญาณที่มีความถี่ต่างกันเพื่อใช้แทนข้อมูล

                                          3. การมอดูเลชันเฟส (Phase Modulation)     คือการใช้สัญญาณเดียวกันแต่ถูกส่งออกไปในจังหวะที่ต่างกัน คือส่งก่อนหรือส่งหลัง เพื่อใช้แทนข้อมูล
             
2. การมอดูเลชันแบบดิจิตอล (Digital Modulation)  แบ่งย่อยออกได้เป็น 4 ประเภทคือ

                                          1. ออน-ออฟคีย์อิ้ง (On-Off Keying: OOK)คือการใช้ช่วงเวลาการเปิดปิดการส่งสัญญาณที่แตกต่างกันในการแทนข้อมูล

                                           โดยใช้หลักการเดียวกับการส่งรหัสมอส (Mourse Code)

                                          2. เฟสชิฟท์คีย์อิ้ง (Phase Shift Keying)คือการใช้รูปแบบของสัญญาณที่มีแอมพลิจูด และความถี่เดียวกัน แต่ส่งออกมาจังหวะต่างๆ กัน

                                           ในการแทนข้อมูลแบบใดแบบหนึ่ง
                                          3. ฟรีเควนซี่ชิฟท์คีย์อิ้ง (
Frequency Shift Keying)คือการใช้สัญญาณที่มีความถี่ต่างกัน ในการแทนข้อมูลแบบต่างๆ
                                          4. แอมพลิจูดชิฟท์คีย์อิ้ง (
Amplitude Shift Keying)คือการใช้สัญญาณแบบเดียวกัน แต่มีแอมพลิจูดต่างกันออกไป

        ระบบการสื่อสารข้อมูล อาจจำแนกได้ตามสื่อส่งผ่านเป็น 2 ประเภท คือ

         1. ประเภทมีสาย ได้แก่ สายคู่ไขว้ (Wire pair หรือ Twisted pair หรือสาขาโทรศัพท์), สายตัวนำร่วมแกน (Coaxial Cables), เส้นใยนำแสง หรือไฟเบอร์ออฟติกส์ (Fiber optics)

 

      

   การสื่อสารโดยใช้สายนี้ส่วนใหญ่จะมีประสิทธิภาพสูงประหยัด แต่มีข้อเสียในการเชื่อมต่อระยะไกล เช่น การเชื่อมผ่านข้ามอุปสรรค หุบเขา และมหาสมุทร

         2. ประเภทไม่มีสาย ได้แก่ ไมโครเวฟ (Microwave) , ดาวเทียม (Satellite Transmission) การสื่อสารแบบไม่ใช้สายจะสะดวกสบายสามารถเชื่อมต่อไปได้ไกล และเชื่อมข้ามผ่านอุปสรรคหุบเหว มหาสมุทร บนอากาศ หรือบนอวกาศ ได้อย่างสบาย แต่มีข้อเสียคือราคาแพงและดูแลรักษายาก

 

   

 

      การสื่อสารแบบไม่ใช้สายจะสะดวกสบายสามารถเชื่อมต่อไปได้ไกลและเชื่อมข้ามผ่านอุปสรรคหุบเหว มหาสมุทร บนอากาศ หรือบนอวกาศ ได้อย่างสบาย แต่มีข้อเสียคือราคาแพงและดูแลรักษายาก

รูปส่วนตัว CHA